Author

eellee admin

Browsing

สำลีเช็ดเมคอัพ ยี่ห้อไหนดี สะอาด ไร้สิว ใช้แล้วหน้าไม่เหี่ยว

สำลีเช็ดเมคอัพ  ต้องบอกเลยว่าหญิงสาวกับการแต่งหน้าคือกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้ ซึ่งการแต่งหน้านั้น เมื่อหมดวันก็จะต้องล้างให้หมดจด เพื่อให้ไร้สิวและไร้การอุดตันบนผิวหน้า เพราะการไม่ล้างหน้าให้สะอาด มีสิทธิ์ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย แถมยังเป็นตัวการทำให้เกิดสิวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วยซึ่งสำลีก็คือหนึ่งในไอเท็มช่วยเช็ดคราบเครื่องสำอางได้อย่างหมดจดก่อนทำการล้างหน้า ดังนั้นสาวๆ ที่อยากให้ผิวปราศจากสิ่งสกปรกตกค้างจนเป็นที่มาของการเกิดสิว มาเลือกกันดีกว่าว่าสำลีเช็ดเมคอัพยี่ห้อไหนดีที่คู่ควรกับผิวคุณมากที่สุด

คุณอาจสนใจบทความที่เกี่ยวข้อง คลิกดู ผิวแพ้ง่าย ผิวระคายเคือง

1.AIME Facial Cotton

อันดับแรกที่อยากแนะนำก็คือ สำลียี่ห้อ AIME Facial Cotton ซึ่งโดดเด่นด้วยนวัตกรรมอันคิดค้นขึ้นเองของทางแบรนด์ โดยเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า Hydro-Entanglementซึ่งเป็นการใช้น้ำแรงดันสูง ทำให้เส้นใยฝ้ายผสมผสานเข้าด้วยกันเป็นอย่างดี สามารถดูดซับทั้งน้ำและเครื่องสำอางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีสารปนเปื้อนหรือสารยึดเกาะ ไม่มีสารเรืองแสงต่างๆ อีกด้วย เหมาะสมกับการเช็ดหน้าเพื่อทำความสะอาดผิว ไม่ต้องกังวลว่าจะแพ้หรือก่อให้เกิดการระคายเคือง


2.Rii Cleansing Perfect เบอร์ 26

อีกหนึ่งแบรนด์สำลีสำหรับเช็ดเมคอัพ ที่เนื้อนุ่มจนทุกคนประทับใจ โดดเด่นด้วยการล้างเครื่องสำอางที่แม้ว่าจะหนา หรือติดทนเพียงใด หรือแม้แต่เครื่องสำอางกันน้ำก็สามารถเช็ดได้แบบไร้กังวล เนื้อสำลีไม่มีความยุ่ยง่าย หนาแบบพอดี เก็บซับทั้งน้ำหรือผลิตภัณฑ์ล้างเมคอัพได้แบบง่ายดาย แผ่นใหญ่จนหลายคนชื่นชอบ ซึ่งข้อดีของสำลีเช็ดเครื่องสำอางที่หนาก็คือ สามารถพลิกกลับมาเช็ดอีกด้านได้นั่นเอง เหมาะสมกับสาวๆ ที่อยากประหยัดงบ ไม่อยากเปลืองเงินซื้อสำลีมากเกินไป


3.Karisma Ideal Cleansing Cotton Pads

สำหรับแบรนด์นี้สาวๆ หลายคนคงพอเคยได้ยินชื่อกันอยู่บ้าง โดย Karisma Ideal Cleansing Cotton Pads ได้ชื่อว่าเป็นสำลีแผ่นที่สามารถเช็ดเครื่องสำอางได้อย่างหมดจด เพราะผลิตมาจากผ้าฝ้ายแท้นั่นเอง โดยมีการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อให้เช็ดผิวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเทคโนโลยีHydro Knittingซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้สำลีไม่เป็นขุย ไม่ต้องใช้สารเคมี และในขณะเดียวกันก็มีการเย็บขอบแบบพิเศษ ทำให้สำลีไม่ยุ่ยไปมา คงตัวได้ดีในขณะที่ใช้งาน

คุณอาจสนใจบทความที่เกี่ยวข้อง คลิกดู 7 สารเคมีที่ต้องระวังในเครื่องสำอาง


4.Silcot Soft Touch

อีกหนึ่งแบรนด์สำลีที่ได้รับการการันตีว่าผลิตจากวัสดุคุณภาพ ซึ่งมีความสะอาด ปลอดภัย ที่สำคัญยังอ่อนโยน ไม่มีสารเรืองแสงและสารฟอกขาว จุดเด่นอีกอย่างก็คือใช้น้ำมาเป็นตัวโยงเส้นใย แทนที่จะใช้ความร้อน ทำให้สำลีที่ได้นั้นนุ่มและฟู ได้ผิวสัมผัสราวกับมาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยการเช็ดที่ใบหน้าแล้วไม่ทำให้ผิวหน้าระคายเคือง ให้การเกาะติดและเรียบเนียนไปกับผิวหน้าได้อย่างไม่เป็นขุย


5.IPSA Silk Cotton

อีกหนึ่งแบรนด์สำลีสำหรับเช็ดหน้า ที่ทำมาจากผ้าฝ้ายเนื้อบริสุทธิ์ ไม่เป็นขุย ที่สำคัญยังเป็นสำลีที่มีขนาดใหญ่ โดยทำมาจากคอตตอน ที่มีทั้งความหนา เหนียวและนุ่ม ไม่บาดผิว ใช้แล้วจะรักเลยทีเดียวโดยจุดเด่นของสำลียี่ห้อนี้คือสามารถซับน้ำ หรือคลีนเซอร์ได้เป็นอย่างดี หรือหากใช้เพื่อการทาบำรุงผิวก็ยังปลดปล่อยสกินแคร์เข้าสู่ผิวของคุณได้ดีมากกว่าเดิมอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองว่ามีมาตรฐานการผลิต และสำลีที่ได้เป็นสำลีบริสุทธิ์ ใช้แล้วจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้


6.Shiseido Facial Cotton

ต่อไปเป็นสำลีจากแบรนด์ดังอย่าง Shiseido ซึ่งยี่ห้อนี้ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเป็นอย่างยิ่ง โดยมาพร้อมกับเนื้อสำลีที่หนา แน่น ใช้สำหรับเช็ดเครื่องสำอางได้แบบสบายใจเพราะไม่เป็นขุย จุดดีของสำลีที่เนื้อแน่นก็คืออุ้มน้ำได้ดี สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่าทั้งแผ่น ไม่เปลืองน้ำยาล้างเครื่องสำอาง ทั้งความกว้างและความยาวพอดีกัน ในหนึ่งซองบรรจุสำลีมาทั้งหมด 165 แผ่น บรรจุภัณฑ์สวยงาม เรียบง่ายคุณภาพดีจนหลายคนยอมรับ


สำหรับสาวๆ คนไหนที่ละเลยเรื่องสำลีเช็ดหน้ากันอยู่ ต้องบอกเลยว่าการเลือกสำลีดีๆ มีผลทำให้ผิวของเราสวยขึ้นกว่าเดิมจริงๆ อยากผิวสวย หน้าใส เช็ดเครื่องสำอางได้แบบไร้กังวลต้องลองดู แล้วจะรู้ว่าเด็ดจริงอะไรจริง

ผิวแพ้ง่าย กับ 7 สารเคมีที่ต้องระวังในเครื่องสำอาง

สารเคมีที่ต้องระวังในเครื่องสำอาง เครื่องสำอางกับผู้หญิงเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะละเลยหรือไม่ทันระวัง คือ สารเคมีภายในเครื่องสำอางที่มีอยู่หลายชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ผิวแพ้ง่าย เราจึงรวบรวมสารเคมีที่ต้องระวังในเครื่องสำอาง ตลอดจนวิธีการเลือกเครื่องสำอางให้เหมาะกับผิวแพ้ง่าย มาให้คุณใช้เป็นแนวทางในการเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสมกับตนเอง และหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหากพร้อมแล้ว มาดูกันเลยค่ะ

คุณอาจสนใจบทความที่เกี่ยวข้อง เพิ่มเติมคลิก โฟมล้างหน้าผิวแพ้ง่าย

1.สารตะกั่ว (Lead)

แม้ว่าตะกั่วจะเป็นสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสามารถเข้าสู่ร่างกายเราผ่านอาหารหรือน้ำดื่ม แต่สารตะกั่วที่พบในเครื่องสำอางบางประเภทอย่างอายไลเนอร์และลิปสติก หากมีปริมาณในอัตราส่วนเกิน 20 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนักอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้หลายประการ อาทิ ก่อให้เกิดอาการปวดบิดในท้องอย่างรุนแรง ท้องผูก หรือถ่ายเป็นเลือด อ่อนแรง เป็นต้น เนื่องจากสารตะกั่วปริมาณที่สูงเกินไปส่งผลต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง สร้างความปั่นป่วนแก่ระบบประสาททั่วร่างกายและทำให้ภูมิคุ้มกันของเราทำงานผิดปกติ

2.สารไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)

ไฮโดรควิโนนเป็นสารที่ใช้ในการยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสีผิว ช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิวมากผิดปกติจึงมักพบในครีมลอกฝ้าหรือครีมผิวขาวบางชนิด อย่างไรก็ตาม ไฮโดรควิโนนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อผิวหนังได้หลากหลายอาการ อาทิ ผิวแดง ระคายเคือง แห้ง แสบเกิดผื่นแพ้สัมผัสหรือผิวเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำโดยบางรายที่อาการหนักอาจนำไปสู่การเกิดฝ้าถาวรที่ทำให้ผิวเป็นด่างขาวผิดปกติ ไม่สามารถรักษาได้ เพราะฉะนั้น หากพบเห็นไฮโดรควิโนนในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใด ควรหลีกเลี่ยงการใช้งาน

3.สารปรอท (Mercury)

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าผลิตภัณฑ์ครีมหน้าขาว-หน้าใสในตลาดมากถึง 20% มีสารปรอทเป็นส่วนผสมในปริมาณที่สูงจนอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากสารปรอทมีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ส่งผลให้ร่างกายสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) น้อยลง อันช่วยทำให้สีผิวขาวขึ้นโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงของสารปรอทก็มีจำนวนมากเช่นกัน โดยอาจส่งผลให้ผิวหนังมีอาการแพ้ เกิดผื่นแดง ฝ้าถาวร ผิวหน้าดำ และในระยะยาวเมื่อมีการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของสารปรอทเป็นเวลานาน พิษสะสมของสารเคมีดังกล่าวบนผิวหนังอาจซึมเข้าสู่กระแสเลือด นำไปสู่ภาวะตับและไตอักเสบ โรคโลหิตจาง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และในกรณีของสตรีมีครรภ์ สารปรอทที่สะสมในร่างกายอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ทำให้ทำให้เด็กมีสมองพิการและปัญญาอ่อนได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ สารปรอทจึงเป็นสารเคมีที่ต้องระวังในเครื่องสำอางชนิดหนึ่งที่อันตรายมาก

4.สารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde)

ฟอร์มัลดีไฮด์หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ‘ฟอร์มาลีน’ เป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ ทำความสะอาด รักษาสภาพของอาหารไม่ให้เน่าเปื่อย จึงเป็นที่รู้กันว่าเป็นสารที่ใช้สำหรับการ ‘ดองศพ’ สำหรับฟอร์มัลดีไฮด์ในเครื่องสำอางนั้นจะพบได้มากในน้ำยาทาเล็บ ซึ่งช่วยให้สีสันติดทนนานไม่หลุดลอกออกง่าย ๆ ซึ่งคุณสมบัติอย่างเดียวกันก็ทำให้ฟอร์มัลดีไฮด์เป็นส่วนผสมสำคัญในน้ำยาเคลือบเงาเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย จะเห็นได้ว่าสารที่มีคุณสมบัติทางเคมีรุนแรงขนาดนี้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อร่างกายแน่นอน โดยฟอร์มัลดีไฮด์มีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการแสบร้อนบนผิวหนัง ระคายเคืองบริเวณรอบดวงตา หายใจไม่ออก และในระยะยาวหากมีปริมาณการสะสมในร่างกายมากก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน

5.สารเฮกซ่าคลอโรฟีน (Hexachlorophene)

แป้งและสบู่เป็นเครื่องสำอางที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ในผลิตภัณฑ์แป้งทาผิวและสบู่บางชนิดที่มีส่วนผสมของสารเฮกซ่าคลอโรฟีนอาจทำอันตรายต่อระบบประสาทได้หากมีปริมาณมากกว่า 0.1% เนื่องจากเฮกซ่าคลอโรฟีนมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ (antiseptics) ที่สามารถดูดซึมเข้าไปในผิวหนังได้ จึงไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเฮกซ่าคลอโรฟีนกับเด็กทารกที่ผิวบอบบาง แพ้ง่าย เพราะสารที่ซึมผ่านผิวหนังเข้าไปสู่กระแสเลือดอาจส่งผลกระทบต่อสมองได้

6.กรดวิตามินเอ (Retinoic Acid)

หลายคนทราบว่ากรดวิตามินเอมีคุณสมบัติในการรักษาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเครื่องสำอางที่ใช้ส่วนผสมของกรดวิตามินเอก็มักจะโฆษณาสรรพคุณว่าสามารถรักษาสิวให้หายขาดได้ภายในเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตาม น้อยคนจะรู้ว่ากรดวิตามินเอจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ เนื่องเพราะมีผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และสตรีมีครรภ์ โดยพบว่าการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินหรือยากำจัดสิวเสี้ยนจากกรดวิตามินระหว่างการตั้งครรภ์อาจส่งผลให้ทารกพิการแต่กำเนิดได้ โดยเฉพาะการเสี่ยงต่อการเป็นโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ ตลอดจนทำให้มีผลข้างเคียงอื่น ๆ อาทิ ริมฝีปากแห้ง ตาแห้ง และอาการผิวไวต่อแสง จัดได้ว่ากรดวิตามินเอเป็นหนึ่งในสารเคมีในเครื่องสำอางที่อันตรายมากเลยทีเดียว

7.สารสเตียรอยด์ (Steroids)

สารเคมีที่มีสรรพคุณทางการแพทย์ส่วนใหญ่ หากใช้งานในปริมาณที่เหมาะสมและตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานย่อมก่อให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย ปัญหาที่มักเกิดขึ้นก็คือเรามักใช้สารเคมีเหล่านั้นผิดแปลกไปจากวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของมัน สารสเตียรอยด์ก็เช่นเดียวกัน หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมตามที่แพทย์กำหนดก็จะสามารถช่วยรักษาโรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สารสเตียรอยด์ที่ใช้ในเครื่องสำอางบำรุงผิวหรือครีมผิวขาวจะมีกสนผสมกับสารตัวอื่น ๆ อย่างไฮโดรควิโนน หรือ เรตินอยด์ เพื่อสร้างคุณสมบัติในการรักษา ฝ้า กระ และจุดด่างดำและหากเครื่องสำอางนั้นมีปริมาณสเตียรอยด์ที่เข้มข้นเกินไปหรือมีการใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย ทั้งอาการผื่นคัน ผิวหน้าบาง และหากซึมเข้าไปในกระแสเลือดก็อาจนำไปสู่อาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร กดภูมิคุ้มกันโรค และยับยั้งการเติบโตของร่างกาย เพราะฉะนั้นเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อย่างสิ้นเชิง

เครื่องสำอาง


วิธีเลือกเครื่องสำอางให้เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

การเป็นคนผิวแพ้ง่ายจำเป็นที่เราจะต้องเลือกสรรเครื่องสำอางอย่างพิถีพิถันมากกว่าคนอื่น ทั้งนี้ เป็นไปเพื่อสุขภาพและความงามอย่างยั่งยืนของเรา เพราะหากเลือกเครื่องสำอางผิดแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะเกินเยียวยาได้เลยทีเดียว เราจึงขอแนะนำ 5 วิธีเลือกเครื่องสำอางให้เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ดังนี้

คุณอาจสนใจบทความที่เกี่ยวข้อง เพิ่มเติมคลิก ผิวแห้ง ผิวขาดความชุ่มชื้น

1.เลือกเครื่องสำอางที่ปราศจากสารกันเสีย

สารกันเสียกลุ่มพาราเบนเป็นส่วนผสมยอดนิยมของเครื่องสำอาง เนื่องจากช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องสำอางหมดอายุก่อนการใช้งาน ป้องกันเชื้อโรคและแบคทีเรียเพื่อรักษาสภาพของครีมต่าง ๆ ให้ใช้ได้นาน ๆ แต่สารกันเสียเหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย เพราะฉะนั้น เราจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นมาโดยปราศจากสารกันเสีย (preservative free) ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องสำอางอยู่หลากหลายแบรนด์ด้วยกันที่มุ่งผลิตเครื่องสำอางแบบ Oil Base ที่มีส่วนผสมของน้ำน้อย ลดอัตราการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในน้ำซึ่งทำให้ครีมสามารถอยู่ได้นาน ไม่เน่าเสียง่ายโดยไม่จำเป็นต้องใส่สารกันเสียนั่นเอง

2.เลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารที่มีกลิ่นหอม

นอกจากสารกันเสียแล้ว เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารทำความหอมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนึ่งที่สร้างความระคายเคืองต่อผิวหนังของคนที่ผิวแพ้ง่าย นอกจากนั้น อาการของผู้ที่มีผิวบอบบางมากอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงก่อให้เกิดสิวอักเสบ สิวผด หรือสิวหนองเนื่องจากถูกน้ำหอมเข้าไปอุดตันตามรูขุมขน รวมไปถึงอาการแสบระคายเคืองดวงตาอีกด้วย เพราะฉะนั้น เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำหอมจึงเป็นสิ่งที่คนผิวแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยงอย่างสิ้นเชิง โดยให้หันไปหาตัวเลือกใหม่ ๆ อย่างเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของธรรมชาติเป็นหลัก (Hypoallergenic) หรือเลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีการแต่งกลิ่นน้ำหอมหรือมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ (Fragrance-Free/Unscented) ก็จะช่วยให้เราสามารถใช้เครื่องสำอางได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

3.เลือกเครื่องสำอางที่ผ่านการทดสอบการแพ้

เครื่องสำอางหรือสกินแคร์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ผิวแพ้ง่าย ควรมีฉลากหรือเครื่องหมายกำกับว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการทดสอบการแพ้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้เราสามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเครื่องสำอางดังกล่าวจะไม่มีส่วนผสมของสารก่ออาการแพ้อย่างน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือสารกันเสียที่อาจเป็นอันตรายต่อผิวอันบอบบางของเราหากใช้โดยไม่ระมัดระวัง ไม่ใช่เพียงแค่ครีมทาผิวเท่านั้น แต่เครื่องสำอางประเภทอื่นอย่างอายแชโดว์หรือายไลเนอร์ก็ควรมีฉลากกำกับว่าผ่านการทดสอบอาการแพ้จากจักษุแพทย์เช่นกัน เพราะหากมีสารก่อภูมิแพ้แล้ว ไม่ว่าใช้ตรงไหนก็เป็นอันตรายได้เหมือนกันทุกแห่ง

4.เลือกเครื่องสำอางออร์แกนิค

ปัจจุบันเทรนด์ออร์แกนิคกำลังมาแรง โดยเฉพาะในแวดวงเครื่องสำอางโลก อันนับว่าเป็นเรื่องดี แม้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออร์แกนิคจะมีราคาสูงอยู่บ้าง แต่ก็เนื่องเพราะกระบวนการผลิตจากธรรมชาติโดยปราศจากสารเคมีทำให้กว่าจะได้เครื่องสำอางออร์แกนิคมาแต่ละชิ้นนั้นย่อมใช้เวลามาก แต่เชื่อว่าคุ้มค่าสำหรับคนผิวแพ้ง่ายอย่างแน่นอน โดยเราอาจจะเริ่มจากครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติ อาทิ โจโจ้บา ออยล์, อาร์แกน ออยล์ ซึ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังโดยไม่ส่งผลข้างเคียงในระยะยาวเหมือนเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเคมีอันตราย

5.เลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมของ 7 สารเคมีอันตราย

ท้ายที่สุดการเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสมสำหรับคนผิวแพ้ง่ายคงไม่มีสิ่งใดที่เราจะต้องคำนึงมากไปกว่าการหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารเคมีอันตรายที่เราได้กล่าวถึงไปข้างต้น7 ชนิด ประกอบด้วย สารตะกั่ว, สารไฮโดรควิโนน, สารปรอท, สารฟอร์มัลดีไฮด์, สารเฮกซ่าคลอโรฟีน, กรดวิตามินเอ และสารสเตียรอยด์ ซึ่งไม่ว่าสารทั้งหมดที่กล่าวมาจะมีส่วนผสมในปริมาณน้อยในเครื่องสำอางแต่ละชนิด แต่ในระยะยาวเมื่อเราใช้เครื่องสำอางเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผลข้างเคียงก็อาจปรากฏออกมาในรูปของอาการเจ็บป่วยทางร่างกายที่หาสาเหตุไม่ได้ อาทิ อาการเลือดออกในกระเพาะ, ตับไตอักเสบ, โลหิตจาง ,ปัสสาวะอักเสบ หรือที่ร้ายแรงที่สุดก็คืออาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ขอให้หลีกเลี่ยงสารเคมีอันตรายในเครื่องสำอาง7 ชนิดนี้ แล้วคุณจะสามารถใช้เครื่องสำอางได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

เครื่องสำอาง-skin


บทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อแนะนำให้คุณได้รู้จักกับ 7 สารเคมีอันตรายในเครื่องสำอางเพื่อที่จะได้พยายามหลีกเลี่ยงต่อไป นอกจากนั้น เราได้แนะนำวิธีการเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสมสำหรับคนผิวแพ้ง่ายซึ่งคุณสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตนเองได้ อย่าลืมว่าหากเลือกเครื่องสำอางผิด ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจมีความร้ายแรงมากกว่าที่คิด เพราะฉะนั้น ขอให้เลือกอย่างพิถีพิถันหรือกลับมาอ่านทวนบทความนี้อีกรอบก่อนซื้อก็เป็นอีกแนวทางที่ดีเช่นกัน

สเปรย์น้ำแร่ ยี่ห้อไหนดี 2019 คุมมันก็ดี ล็อกเมคอัพก็เริศ

หากถามถึงไอเท็มเด็ดของเครื่องสำอางที่หลายคนยอมรับและอยากได้มาไว้ในครอบครอง อันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นสเปรย์น้ำแร่กันอย่างแน่นอน เพราะ สเปรย์น้ำแร่ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นกับใบหน้า พร้อมลดความมันบนผิววันนี้เราจึงอาสาพามาดูกันว่าสเปรย์น้ำแร่ยี่ห้อไหนดีปี2019 ที่สามารถคุมมันได้ดี ไปดูกันเลย

คุณอาจสนใจบทความที่เกี่ยวข้อง คลิก ผิวแพ้ง่าย ผิวระคายเคือง

1.Uriage Eau Thermale Water

สำหรับยี่ห้อแรกที่อยากเอามาฝากสาวๆ ก็คือ Uriage Eau Thermale Water ซึ่งโดดเด่นด้วยการเป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ที่มาจากเทือกเขาแอลป์ที่สำคัญยังได้รับรางวัล Best Seller อีกด้วย สมญานามของสเปรย์น้ำแร่แบรนด์นี้ก็คือ สเปรย์น้ำแร่หน้าเด็ก สำหรับสิ่งที่ทำให้สเปรย์น้ำแร่ยี่ห้อนี้น่าสนใจกว่ายี่ห้ออื่นคือมีแร่ธาตุที่ช่วยในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ทำให้มีผิวอันสดใสและอ่อนเยาว์โดยนอกจากนี้ยังมีเกลือแร่และแร่ธาตุมากถึง 11,000mg/lโดยไม่ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวเหมาะสมสำหรับผิวแพ้ง่าย ซึมซาบลงสู่ผิวหน้าได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังฉีดได้โดยไม่ต้องมีทิชชู่ซับตามหลังมาพร้อมละอองน้ำแสนละมุน หัวสเปรย์กระจายน้ำได้เป็นอย่างดี


2.VICHY Vichy Thermal

อันดับต่อไปที่ใครๆ น่าจะรู้จักกันดีก็คือสเปรย์น้ำแร่แบรนด์ VICHY โดดเด่นด้วยการช่วยลดความระคายเคืองของผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งหรือเสียความชุ่มชื้นวิธีใช้ก็ง่ายนิดเดียว แค่ฉีดให้ห่างจากใบหน้าราว 30 เซนติเมตร หลังจากนั้นให้ทิ้งไว้ราวๆ 1 นาที เพื่อให้ผิวหน้าของคุณดูดซึมแร่ธาตุได้อย่างเต็มที่จากนั้นจึงซับด้วยกระดาษทิชชู่ จุดดีอีกประการหนึ่งที่เชื่อได้เลยว่าสาวๆ คงจะติดใจคือไม่มีน้ำหอม และหัวสเปรย์กดแล้วได้ละอองมาติดที่ผิวแบบนุ่มและสบาย สัมผัสเนียนนุ่มต่อผิวอย่างน่าอัศจรรย์

คุณอาจสนใจบทความที่เกี่ยวข้อง คลิก สำลีเช็ดเมคอัพ 


3.Evian Natural Mineral Brumisateur Facial Spray

น้ำแร่จากแดนฝรั่งเศสอย่างเอเวียงที่ทุกคนให้การยอมรับสำหรับน้ำแร่ยี่ห้อนี้มาในบรรุจภัณฑ์อันแสนน่ารักและสดใส เพราะมีฝาสีชมพูหวานสะอาดตา ฉีดแล้วรู้สึกสดชื่นผิวนุ่ม ชุ่มชื้นตลอดวัน และยังช่วยให้เครื่องสำอางติดทนนานกว่าเดิม แต่อย่างไรก็ดี ควรฉีดอย่างแผ่วเบา และห่างอยู่สักนิด เพราะหากฉีดสเปรย์น้ำแร่ยี่ห้อนี้ในระยะใกล้อาจจะทำให้ได้ละอองน้ำที่ใหญ่มากเกินไป ซึ่งจะทำให้ผิวหน้าฉ่ำหรือเปียกมากเกินนั่นเอง


4.La Roche Posay Eau Thermale

ยี่ห้อที่สาวๆ หลายคนตกหลุมรัก โดยเป็นแบรนด์น้ำแร่จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีสารทั้งซิลีเนียมและสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เมื่อฉีดลงไปบนผิวหน้าก็จะช่วยลดความระคายเคืองผิวได้เป็นอย่างดี ยิ่งสาวๆ คนไหนที่มีผิวแพ้ง่าย ขอแนะนำว่าควรใช้สเปรย์น้ำแร่ยี่ห้อนี้เป็นประจำ จะทำให้ผิวหน้าของคุณแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ลดการระคายเคืองที่เกิดขึ้นได้ดีมาก ฉีดแล้วรู้สึกได้ทันทีถึงความเบาสบายผิว โดยวิธีการฉีดสเปรย์น้ำแร่ยี่ห้อนี้ทำได้แบบง่ายๆ นั่นก็คือฉีดห่างจากผิวหน้าราวๆ 1 ฟุต จากนั้นทิ้งไว้ 3 นาทีแล้วค่อยๆ ซับน้ำแร่ออก


5.Avène Eau Thermal Spring Water

อีกหนึ่งแบรนด์ที่อยากให้คุณได้ทำความรู้จักนั่นก็คือAvène Eau Thermal Spring Water โดยสเปรย์น้ำแร่ยี่ห้อนี้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสาวๆ ผิวบอบบางและแพ้ง่าย ยิ่งหากใครที่เพิ่งทำเลเซอร์มาแล้วพบว่าผิวของคุณบอบบาง ออกแดดไม่ได้ แนะนำสเปรย์น้ำแร่ยี่ห้อนี้ไว้จะดีที่สุด หรือคุณแม่ที่อยากดูแลผิวลูกน้อย ก็สามารถฉีดสเปรย์น้ำแร่ยี่ห้อนี้สำหรับปกป้องผิวของลูกจากผื่นผ้าอ้อมก็ได้เช่นกัน เพราะปลอดภัย ปราศจากสี กลิ่น และสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้


6.Fresh Drop Pure Mineral Spray

แบรนด์สเปรย์มะเขือเทศที่ได้รับความนิยมเป็นที่สุด โดดเด่นและแตกต่างจากยี่ห้ออื่นเพราะมีไลโคปินและวิตามินซี ที่ทำให้ผิวนั้นกระจ่างใส ผิวนุ่มชุ่มชื้น และช่วยในการลดสิวอุดตัน แม้หัวสเปรย์จะกดได้ยากอยู่สักหน่อย แต่หากใช้ไปสักพักจะพบว่ากดง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญไม่มีกลิ่นน้ำหอมมาเจือปนให้กังวลใจอีกด้วยทำให้เครื่องสำอางติดทน และที่สำคัญน้ำแร่ยังซึมซาบลงสู่ผิวได้อย่างง่ายดายอีกด้วย


7.Positif bright & Soft Mineral Water Mist

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่หลายคนต่างก็ยกนิ้วให้ เพราะเป็นสเปรย์น้ำแร่ที่มาจากชั้นหินใต้ท้องทะเล โดยจุดเด่นคือการเป็นสเปรย์น้ำแร่โมเลกุลขนาดเล็ก แต่ในขณะเดียวกันก็ซึมซาบลงสู่ผิวได้เร็ว ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นมากขึ้น และที่สำคัญหัวฉีดก็เป็นแบบหัวปั๊ม จึงทำให้เหมาะสมกับการฉีดให้ทั่วใบหน้า แต่สาวแพ้ง่ายอาจจะต้องระมัดระวังกันสักหน่อย เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำหอม


8.EuserinHYALURON MIST SPRAY

แบรนด์ Euserin ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่ามีคุณภาพมากเพียงใด ซึ่ง HYALURON MIST SPRAYก็โดดเด่นด้วยการเป็นสเปรย์ไฮยาลูรอนแบบเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยสามารถอุ้มน้ำได้ราวๆ 1000 เท่า ที่สำคัญยังช่วยในการกักเก็บน้ำ ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นกว่าเดิม ทำให้การส่งต่อน้ำระหว่างเซลล์ผิวทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เปลี่ยนผิวแห้งและระคายเคืองให้อิ่มน้ำและชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน ไม่ว่าใครได้ลองใช้เป็นต้องติดใจ


และนี่ก็คือ 8 ยี่ห้อสำหรับสเปรย์น้ำแร่ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากใช้สเปรย์น้ำแร่ แต่ยังไม่รู้จะเลือกใช้ยี่ห้อไหนดี แนะนำแบรนด์เหล่านี้ รับรองไม่ผิดหวัง

ยาคุมฉุกเฉิน กินตอนไหนดี วิธีกินอย่างถูกต้อง พร้อมผลข้างเคียงที่ควรรู้ !

การมีเพศสัมพันธ์ปัจจุบันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ แต่การท้องไม่พร้อมนั้นถือว่าเป็นปัญหาระดับชาติที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเด็กหรือเยาวชนที่มีการตั้งครรภ์ในวัยไม่พร้อมยิ่งมีช่วงอายุที่น้อยลงทุกปี วิธีการเตรียมและแก้ไขปัญหาเหล่านี้นอกจากเรื่องของการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์แล้ว การกิน ยาคุมฉุกเฉิน ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจและค่อนข้างมีประสิทธิภาพมากทีเดียว

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่านได้เลย ทำไมสิวชอบขึ้นที่เดิม

ยาคุมฉุกเฉิน คืออะไร

ยาคุมฉุกเฉิน หรือ Emergency Contraceptive Pill คือ ยาที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการตั้งครรภ์แบบฉุกเฉิน โดยมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ 85% ซึ่งฤทธิ์ยาดังกล่าวจะมีหน้าที่เข้าไปชะลอและยับยั้งภาวะไข่ตกของผู้หญิงพร้อมกับกระตุ้นให้มีการสร้างเมือกบริเวณปากมดลูกผู้หญิง ทำให้สเปิร์มเคลื่อนที่เข้าไปผสมกับไข่ได้ยากมากขึ้น

ยาคุมฉุกเฉิน


ประเภทของยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน

ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

1.ยาเม็ดฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนภายในตัวยาจะประกอบไปด้วยฮอร์โมนเพศหญิง (Progesterone) ที่มีความเข้มข้นสูง วิธีกินให้เริ่มกินทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์จำนวน 2 เม็ด ยิ่งกินเร็วเท่าไหร่อัตราการป้องกันการตั้งครรภ์จะยิ่งสูงขึ้น ตัวอย่างยาคุมฉุกเฉินชนิดนี้ที่มีวางขายในประเทศไทย คือ Postinor, Madonna, Marry pink, Norpakและ Ladynore

2.ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนคู่ตัวยาจะประกอบไปด้วยฮอร์โมนเพศหญิงครบทั้ง 2 ชนิด การกินให้เริ่มกินครั้งแรกหลังจากมีเพศสัมพันธ์โดยปริมาณการกินยาให้คำนวณจากปริมาณฮอร์โมน Estrogen ซึ่งการกิน 1 ครั้ง ต้องให้มีปริมาณฮอร์โมน Estrogen ครบ 1,000 กรัม แล้วทิ้งระยะเวลาไว้ 12 ชั่วโมง จึงกินยาคุมฉุกเฉินอีกครั้ง ตัวอย่างยาคุมฉุกเฉินที่มีวางขายในประเทศไทย คือ Yasmin เป็นต้น

ยาคุมฉุกเฉิน กินตอนไหนดี

ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ควรกินให้เร็วที่สุด โดยควรกินไม่เกิน 72 ชั่วโมง หลังจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการป้องกัน และผู้ที่ขาดการกินยาคุมกำเนินแบบทั่วไป หลงลืมหรือมีข้อผิดพลาดจากการคุมกำเนิดอื่นๆ เช่น ถุงยางอนามัยแตก ถุงยางอนามัยรั่ว เป็นต้น และใช้ในกรณีผู้หญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่านได้เลย  ขี้แมลงวัน เรื่องใกล้ตัว ที่ไม่ควรมองข้าม


วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน

1.ควรกินยาคุมฉุกเฉินให้เร็วที่สุดโดยกินหลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกัน และทางที่ดีไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานกว่า 72 ชั่วโมงแล้วค่อยกิน เพราะประสิทธิภาพการทำงานของยาอาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

2.กินยาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ดพร้อมกัน แต่สำหรับผู้ที่มีอาการข้างเคียงอาเจียนหลังจากกินก็สามารถลองกิน 1 เม็ดก่อนได้ เนื่องจากการกินยาคุมฉุกเฉิน 1 และ 2 เม็ดไม่ได้มีผลที่แตกต่างกันมากนัก

3.หากหลังกินยาคุมฉุกเฉินแล้วอาเจียนออกมา ให้กินยาใหม่อีกครั้ง

4.ประสิทธิภาพการคุมฉุกเฉินจะไม่เป็นผลหากกินยาหลังจากมีเพศสัมพันธ์มากกว่า 3 วัน

5.ควรเก็บยาคุมฉุกเฉินไว้ในอุณหภูมิห้องเพื่อรักษาประสิทธิภาพสูงสุดของตัวยาไว้

ข้อควรรู้ในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน

  • ก่อนกินยาคุมฉุกเฉินควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
  • หากหลังจากการกินยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถ้องกันการตั้งครรภ์ได้ ทารกที่เกิดขึ้นจะไม่ได้รับผลข้างเคียงจากตัวยา
  • ยิ่งทิ้งระยะห่างของการกินยาคุมฉุกเฉินหลังจากมีเพศสัมพันธ์นานเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการลดอัตราการตั้งครรภ์จะยิ่งน้อยลง หากกินยาคุมฉุกเฉินหลังจากผ่านไปแล้วมากกว่า 5 วันประสิทธิภาพของยาจะเหลือเพียงแค่ 60% เท่านั้น
  • ในระยะเวลา 1 เดือนไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินมากกว่า 2 กล่อง
  • การกินยาคุมฉุกเฉินเป็นเวลานานมีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างมาก แนะนำว่าควรกินยาคุมกำเนินแบบประจำจะดีกว่า
  • หากมีความผิดปกติของประจำเดือนหลังจากกินยาคุมฉุกเฉินควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบให้ชัดเจน

ยาคุมฉุกเฉิน-1


ผลข้างเคียงที่มาพร้อมกับการกินยาคุมฉุกเฉิน

ผลข้างเคียงของการกินยาคุมฉุกเฉินสามารถแบ่งได้ 2 ระยะ นั่นคือ ผลข้างเคียงในระยะสั้น และผลข้างเคียงในระยะยาว

ผลข้างเคียงระยะสั้น

1.ประจำเดือนมาไม่ปกติเป็นผลมาจากส่วนประกอบของยาคุมฉุกเฉินที่มีการผสมฮอร์โมนเพศหญิงลงไป ทำให้ระยะการตกไข่ถูกชะลอออกไปจากปกติ อาจส่งผลทำให้ประจำเดือนมากช้ากว่าเดิม ประจำเดือนมาแบบกะปริบกะปรอย แต่อาการเหล่านี้ภายในไม่นานก็จะกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ

2.อาการวิงเวียนศีรษะคลื่นไส้และอาเจียนเนื่องจากการนำฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลรบกวนกระบวนการรักษาสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย ทำให้เกิดการตอบสนองของร่างกายคือ อาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้และอาเจียน แนะนำให้ดื่มน้ำและดื่มเกลือแร่มากๆ เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ

3.ปวดท้องน้อยอาการปวดท้องจะคล้ายคลึงกับช่วงที่ปวดท้องขณะมีประจำเดือน ผู้ที่มีอาการควรกินยาและพักผ่อนมากๆ อาการจะทุเลาลงเอง


ผลข้างเคียงระยะยาว

1.เสี่ยงต่อการเกิดภาวะท้องนอกมดลูกผู้ที่ใช้กินยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงของการท้องนอกมดลูกได้ในอัตราส่วนที่มากกว่าคนปกติ

2.เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจากรายงานวิจัยทางการแพทย์รายงานว่าผู้หญิงคนหนึ่งควรกินยาคุมฉุกเฉินเพียง 2 ครั้ง เพราะการกินยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำจะทำให้เกิดการแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติและมดลูกอ่อนแอลง ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายขึ้น

ถึงแม้ว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้เป็นเรื่องผิดมากมายในปัจจุบัน แต่ความเหมาะสมของช่วงวัย และความไม่พร้อมก็ถือเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้ เพราะการมีเพศสัมพันธ์และการมีบุตรในภาวะที่ไม่พร้อมนั้นยอมก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน เช่น ส่งผลเสียต่อตนเอง ทั้งด้านการเรียน การทำงาน ครอบครัว สังคมและประเทศชาติต่อไปในอนาคต ดังนั้น หากจำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน ทางเลือกในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีที่สุดในกรณีที่ไม่ได้ใช้ยาคุมแบบประจำ ก็คือการกินยาคุมฉุกเฉินนั่นเอง

ไขข้อข้องใจ ทำไม สิวชอบขึ้นที่เดิม สาเหตุ และวิธีรักษาอย่างถูกจุด

สิวชอบขึ้นที่เดิม สิวขึ้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนกังวลแล้ว แต่หากสิวขึ้นซ้ำในตำแหน่งเดิมๆ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย หรือหายแล้วไม่นานก็กลับมาขึ้นที่เดิมซ้ำซ้อนอีก แบบนี้เชื่อว่าสาวๆ หลายคนจะต้องปวดหัวไม่น้อยทีเดียว วันนี้เราเลยจะมาไขข้อข้องใจกันค่ะว่าทำไมสิวจึงชอบขึ้นซ้ำที่เดิมบ่อยๆ สาเหตุเกิดจากอะไร และจะต้องรักษาอย่างไรให้หาย เรามีคำตอบมาฝากกันแล้ว

คุณอาจสนใจบทความนี่ คลิกอ่าน สิวยีสต์ คืออะไร 

สิวขึ้นแต่ที่เดิมๆ หมายถึงอะไร

การที่สิวขึ้นแต่ที่เดิมซ้ำๆสาเหตุก็เพราะยังมีไขมันที่ไม่ได้ขจัดออกไปซึ่งยังคงอุดตันอยู่ในรูขุมขนนั่นเอง บวกกับเมื่อไขมันดังกล่าวจับตัวกับสิ่งสกปรกบนผิวหน้า หรือเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังก็จะยิ่งกลายเป็นอาหารของสิว ทำให้สิวเม็ดเดิมที่ยังคงมีหนองฝังอยู่ภายใน ได้รับการกระตุ้นอีกครั้ง จนเกิดเป็นสิวขึ้นมาในตำแหน่งเดิมๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น

สิวขึ้น-Acne


รับมืออย่างไร กับ สิวที่ชอบขึ้นที่เดิม

จริงๆ แล้ว การรักษาสิวให้ถูกวิธีนั้นมีหลายแบบมาก แต่คนส่วนมากมักคิดกันแบบง่ายๆ คือ บีบๆ ให้มันจบๆ ไปก็เสร็จ แต่ทว่าวิธีดังกล่าวกลับทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ให้ยิ่งช้ำใจหนักเข้าไปอีก แถมสิวยังหวนกลับมาขึ้นที่เดิมอีกด้วยซ้ำ เพราะการที่เราบีบสิวออกด้วยตนเองในครั้งแรก อาจจะเป็นการบีบที่ไม่ถูกวิธีกล่าวคือ หนองภายในที่เป็นเชื้อหลักในการเกิดสิว อาจจะยังถูกขับออกมาไม่หมดนั่นเอง บวกกับนิ้วมือหรือเล็บที่สกปรก ส่งผลให้เชื้อโรคเข้าไปจับตัวกับเชื้อที่ยังหลงเหลือ จึงก่อให้เกิดสิวตามมาในที่เดิมๆ ดังนั้น วิธีการกำจัดสิวก็สามารถทำได้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้

คุณอาจสนใจบทความนี่ คลิกอ่าน ครีมกันแดด สำหรับผิวแพ้ง่าย

1.กดสิวให้ถูกวิธี

เพราะการกดสิวที่ผิดวิธี ย่อมทำให้สิวกลับมาขึ้นที่เดิมได้อีกซ้ำๆ ดังนั้น สำหรับใครที่ต้องการกดสิวด้วยตนเอง คุณจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีกดสิวอย่างถูกต้อง เพื่อให้หนองหรือเชื้อสิวหลุดออกไป สิวเม็ดใหม่จะได้ไม่กลับมาขึ้นที่เดิมซ้ำๆ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังนี้

  • ก่อนทำการกดสิวให้เตรียมที่กดสิว และเข็ม รวมถึงอุปกรณ์ทุกอย่างที่มี โดยจะต้องนำไปล้างทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์อย่างดีก่อน เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้อย่างเรียบร้อย ลำดับต่อไปจึงค่อยเริ่มลงมือกดสิว
  • ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบหัวสิวก่อนที่จะเริ่มกด เพื่อให้หัวสิวค่อยๆ อ่อนตัว หลังจากนั้นให้ใช้เข็มที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วสะกิดที่สิวเพื่อเปิดหัวสิวก่อน จากนั้นจึงใช้ที่กดสิวเล็งให้ตรง โดยให้หัวสิวอยู่ตรงกลางของห่วง แล้วค่อยๆ กดลงอย่างเบามือ
  • เมื่อหัวสิวเริ่มออกแล้ว ให้ใช้เข็มสะกิดหิวสิวออกมาอีกที หลังจากนั้น ให้เตรียมสำลีชุบกับน้ำเกลือเพื่อล้างทำความสะอาดแผลและฆ่าเชื้อบริเวณที่กด ตามด้วยการแต้มด้วยยาแต้มสิว เพียงเท่านี้ก็จบกระบวนการกดสิวอย่างถูกวิธี และไม่มีสิวมาเกิดขึ้นที่เดิมซ้ำๆ อีกต่อไปแน่นอน

อย่างไรก็ตาม บางคนพบว่าหลังจากกดแล้วมักจะเป็นรอยแผลเป็น ดังนั้นเมื่อคุณทายาแต้มสิวสักพักจนแผลเริ่มหายหรือตกสะเก็ดก็ควรทาด้วยยาหรือครีมที่มีคุณสมบัติช่วยลดเลือนรอยสิวเป็นประจำทุกวัน เพียงเท่านี้รอยสิวก็จะค่อยๆ จางลงได้แล้ว

2.เข้าคลินิกเพื่อฉีดสิว

สำหรับใครที่ไม่กล้ากดสิวด้วยตนเอง หรือรู้สึกไม่มั่นใจ เกรงว่ากดแล้วสิวจะยังกลับมาขึ้นที่เดิมซ้ำอีก ถ้าเช่นนั้น แนะนำให้ไปทำการรักษากับทางคลินิกเพื่อให้คุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ทำการกดสิวหรือรักษาให้ดีกว่าค่ะโดยคุณหมอจะให้การรักษาด้วยการฉีดสิวและกดหัวสิวให้คุณอย่างเชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำให้สิวหายเร็ว

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่เข้าไปรักษาโดยการฉีดสิวแต่เพียงอย่างเดียว การรักษาอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพมากนัก เพราะตราบใดที่เจ้าหนองสิวยังคงฝังอยู่ภายใต้รูขุมขน ยังไม่ได้รับการกดหัวออกมา การรักษาด้วยวิธีนี้ก็จะไม่ต่างอะไรกับการที่คุณกดสิวด้วยตนเอง โดยไม่เอาหัวสิวออกมาจนหมด เพราะเจ้าไขมันตัวเดิมก็ยังคงอยู่ และจะกลายเป็นสิวบริเวณเดิมๆ ได้ซ้ำอีกครั้งอยู่ดี ดังนั้นการเลือกคลินิกรักษาสิวก็ควรมองหาสถานที่ที่มีความเชี่ยวชาญและรักษาให้ตรงจุดด้วยจะดีที่สุด เพราะเมื่อคุณเสียเงินแล้ว ก็ควรจะได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุดนั่นเอง

3.ล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ

การล้างหน้าไม่สะอาดก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดสิวได้เช่นกัน เนื่องจากผิวหน้าของคุณจะยังคงมีสิ่งสกปรกอุดตันอยู่ ดังนั้นเมื่อคุณรักษาสิวที่อยู่บนใบหน้าให้ยุบลงแล้ว ก็ควรหมั่นล้างหน้าให้สะอาดเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลีกเลี่ยงการล้างหน้าบ่อยเกินความจำเป็น โดยเฉพาะใครที่เข้าใจผิดคิดว่ายิ่งล้างหน้าบ่อย หน้าจะยิ่งสะอาดไร้สิว นั่นเป็นความคิดที่ผิด หลายคนที่ล้างวันละ 4-5 รอบ กลับยิ่งส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาหล่อเลี้ยงผิวมากขึ้น ทำให้หน้ามันยิ่งขึ้น และเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนง่ายจนกลายเป็นสาเหตุของการเกิดสิวตามมา นอกจากนี้ การเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็ต้องเลือกสูตรที่อ่อนโยน หรือเหมาะสมกับสภาพผิวของตนเองด้วย

4.หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า หรือใช้เครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน

สาวๆ ควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้า เพราะการแต่งหน้าเป็นอีกหนึ่งตัวการที่ทำให้เกิดสิวขึ้นอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะใครที่แต่งหน้าแล้วมักจะใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมัน ซึ่งจะยิ่งทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันมากขึ้น และกลายเป็นสิวตามมาไม่รู้จบสิ้น แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าได้ ก็ขอแนะนำให้หันมาใช้เครื่องสำอางสูตร Oil-Free ที่ไม่มีส่วนผสมจากน้ำมันจะดีที่สุด เพราะจะไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของสิว และหากวันไหนที่ไม่มีธุระต้องออกจากบ้าน ให้พยายามพักหน้าจากเมคอัพบ้าง หรือแต่งแค่บางๆ เพื่อให้ผิวได้พักผ่อน ก็จะช่วยลดการเกิดสิวได้แล้วเช่นกัน

5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด

การนอนพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายเกิดการซ่อมแซมตัวเอง และหลั่งฮอร์โมนออกมาได้อย่างสมดุล สาวๆ จึงควรเข้านอนเร็วตั้งแต่ 4 ทุ่ม เพราะหากนอนดึกเกินไปอาจมีผลทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน ทำให้อารมณ์หงุดหงิดและเครียดง่าย ซึ่งความเครียดจะเข้าไปกระตุ้นต่อมไขมันให้หลั่งออกมามากขึ้น ดังนั้น ควรปรับพฤติกรรมการนอนเสียใหม่และควรทำใจให้สบาย ไม่เครียดด้วยจะดีที่สุด ปัญหาผิวที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในก็จะหมดไปได้อย่างแน่นอน


เป็นอย่างไรกันบ้างคะสาวๆ กับปัญหาของสิวที่มักจะขึ้นที่เดิมซ้ำๆ ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยหรือป้องกันและรับมืออย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้สิวเกิดขึ้นที่เดิมซ้ำซ้อนอีก เพียงคุณทำตามคำแนะนำจากเรา เชื่อว่าปัญหาสิวที่ขึ้นซ้ำบ่อยๆ จะต้องลดน้อยลง เหลือแต่ใบหน้าที่สวยใสไรสิวกวนใจชัวร์

6 สูตรสครับปากจากธรรมชาติ เนรมิตเรียวปากสวยอมชมพูน่าจูจุ๊บ !

6 สูตรสครับปากจากธรรมชาติ หลายคนอาจประสบปัญหาทาลิปยาก ทาลิปแล้วปากไม่สวย ปากแห้งไม่พอยังลอกออกมาได้เป็นแผ่นๆ แต่ปัญหาที่สร้างความกังวลใจเหล่านี้จะหมดไป เพียงสาวๆ หันมาหมั่นสครับปากเป็นประจำด้วย 6 สูตรสครับจากธรรมชาติที่เรานำมาฝาก รับรองว่าริมฝีปากจะสวยอมชมพูอย่างแน่นอน ว่าแต่จะมีสูตรใดบ้างนั้น ไปดูกันเลย

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่าน การผลัดเซลล์ผิว คืออะไร

1. สูตรสครับปากด้วยน้ำผึ้ง+ เบกกิ้งโซดา

สูตรสครับผิวปากนี้มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องของการผลัดเซลล์ผิวบริเวณริมฝีปาก ทำให้ปากนุ่มอมชมพูน่าสัมผัส ใครที่ริมฝีปากดำคล้ำ สูตรนี้จะช่วยให้ผิวเรียวปากสวยเนียนใสได้อย่างมากขึ้นแน่นอน

สิ่งที่ต้องเตรียม :น้ำผึ้งและเบกกิ้งโซดาอย่างละประมาณ 1 ช้อนชา

วิธีทำนำน้ำผึ้งและเบกกิ้งโซดามาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำสครับมาทาลงบริเวณริมฝีปากแล้วใช้นิ้วค่อยๆ นวดคลึงเบาๆ ประมาณ 1-2 นาที เสร็จแล้วล้างออกให้สะอาด ตามด้วยการทาลิปปาล์มเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก

สครับปาก-Honey


2.สูตรสครับปากด้วยผงกาแฟ+ น้ำตาลทราย + วาสลีน

สูตรสครับปากนี้สามารถช่วยบำรุงริมฝีปากที่แห้งและคล้ำให้กลับมาสวยสดใสอย่างมีสุขภาพดีอีกครั้ง

สิ่งที่ต้องเตรียม :ผงกาแฟ 1/4 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนชา และวาสลีน 1 ช้อนชา หากไม่มีผงกาแฟสามารถใช้ผงโกโก้แทนได้

วิธีทำ ให้ผสมผงกาแฟกับวาสลีนจนเข้ากันก่อน จากนั้นเติมน้ำตาลลงไปผสม แล้วนำมาทาลงบนริมฝีปาก นวดคลึงเบาๆ ประมาณ 5 นาที เสร็จแล้วล้างออกให้สะอาด

สครับปาก-กาแฟ


3.สูตรสครับปากด้วยน้ำตาลทราย + น้ำผึ้ง+ น้ำมันมะพร้าว

สูตรสครับปากนี้มีคุณสมบัติช่วยริมฝีปากที่หมองคล้ำให้จางลงและเพิ่มความเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก

สิ่งที่ต้องเตรียม :น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา น้ำผึ้งและน้ำมันมะพร้าวอย่างละ 1 ช้อนชา

วิธีทำ นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างมาผสมจนเข้ากัน แล้วนำมาทาลงบนริมฝีปาก จากนั้นนวดคลึงเป็นวงกลมเบาๆ ประมาณ 3-5 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

สครับปากจากธรรมชาติ


4.สูตรสครับปากด้วยน้ำตาลทราย + น้ำมะเขือเทศ+ น้ำผึ้ง

เป็นสูตรสครับที่มีคุณสมบัติปรับสีสภาพผิวริมฝีปากที่หมองคล้ำให้สวยใสอมชมพูดูเป็นธรรมชาติ โดยเป็นสูตรที่มีความอ่อนโยนสูง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาแพ้ลิป

สิ่งที่ต้องเตรียม :น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา น้ำมะเขือเทศ 2 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ ผสมน้ำมะเขือเทศกับน้ำผึ้งให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไปคนให้ส่วนผสมพอเข้ากัน แต่ไม่ต้องถึงกับให้น้ำตาลทรายละลาย จากนั้นนำมาสครับลงบนผิวริมฝีปากนานประมาณ 3 นาที แล้วปล่อยทิ้งไว้อีกราว 3 นาที จึงล้างออกให้สะอาด ใครที่มีปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ แนะนำให้สครับปากด้วยสูตรนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งค่ะ

สครับปากจากธรรมชาติ-มะเขือเทศ

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่าน AHA, BHA, PHA คืออะไร


5.สูตรสครับปากด้วยขมิ้นผง + น้ำมะนาว + นมสด

สูตรสครับริมฝีปากนี้จะช่วยลดความหมองคล้ำของปากที่เกิดจากการทำร้ายของสารเคมีที่มาพร้อมลิปและแสงแดด ทำให้เรียวปากสวยสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่ต้องเตรียม : ผงขมิ้น 2 ช้อนชา น้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา และนมสด 1 ช้อนชา

วิธีทำ ให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมจนเข้ากัน แล้วนำมาทาลงบนริมฝีปาก นวดคลึงเบาๆ แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที จึงล้างออกให้สะอาด

สครับปากจากธรรมชาติ-ขมิ้น


6.สูตรสครับปากด้วยน้ำตาลทราย+ น้ำมันมะพร้าว + น้ำผึ้ง

เป็นอีกหนึ่งสูตรสครับริมฝีปากที่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้เรียวปาก และช่วยลดความหมองคล้ำของปากลงได้

สิ่งที่ต้องเตรียม :น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง และน้ำมันมะพร้าวอย่างละ 1 ช้อนชา

วิธีทำ นำน้ำผึ้งและน้ำมันมะพร้าวมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไป คนให้เข้ากันพอประมาณ จากนั้นนำมาสครับผิวริมฝีปาก 3 นาที เสร็จแล้วล้างออกให้สะอาด


การสครับริมฝีปากด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติเหล่านี้ นอกจากจะช่วยทำให้ปากกลับมาสวยชมพูน่าสัมผัสแล้ว ยังมีผลข้างเคียงที่ตามมาน้อยมาก แต่หากเกิดอาการผิดปกติขึ้นมา เช่น ปากบวมแดงขึ้นหลังจากการสครับ แนะนำควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที


อายครีม ยี่ห้อไหนดี 8 ยี่ห้อ เห็นผลจริง พร้อมทริคทายังไงให้ได้ผล 100%


ริ้วรอยรอบดวงตาเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนเป็นกังวลอย่างมาก เพราะริ้วรอยดังกล่าว เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความแก่นั่นเอง ทำให้หลายคนหมดความมั่นใจได้อย่างง่ายดาย แต่อย่างไรก็ตาม การบำรุงผิวด้วย อายครีม ก็จัดเป็นวิธีช่วยลดเลือนและชะลอริ้วรอยได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้น หากสาวๆ คนไหนกำลังมองหาอายครีมตัวเด็ดที่จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างได้ผล วันนี้เราก็พร้อมพาไปดูแล้วค่ะกับ 8 อายครีมยี่ห้อไหนดี ที่ใช้แล้วเห็นผลจริง พร้อมเทคนิคในการทาที่จะช่วยให้ประสิทธิภาพของการบำรุงได้ผลยิ่งขึ้น 100% ดังต่อไปนี้

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกเลย โฟมล้างหน้าผิวแพ้ง่าย

1.Estee Lauder Advance Night Repair Eye Serum

สำหรับอายครีมตัวแรกที่เราอยากแนะนำก็คือ Estee Lauder Advance Night Repair Eye Serum โดดเด่นด้วยการลดริ้วรอยรอบดวงตาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ความเหี่ยวย่นหายไป และทำให้รอยแพนด้าจางลงอย่างเห็นได้ชัด อ่อนโยนต่อผิวรอบดวงตาที่บอบบาง ซึมซาบเร็ว ไม่แสบตา เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้


2.Garnier Light Brightening Eye Roll-on

อันดับต่อไปของอายครีมที่สาวๆ หลงรัก คือการ์นิเยร์ โดดเด่นด้วยการใช้งานได้แบบสะดวกสบาย เพราะมาพร้อมลูกกลิ้งสำหรับกลิ้งรอบดวงตา ช่วยปรับสภาพผิวรอบดวงตาให้เนียน และขาวสว่างอย่างเห็นได้ชัด สาวๆ คนไหนนอนดึก ควบกะ หรืออ่านหนังสือสอบมากเกินไป แต่มีงบน้อยสำหรับการซื้อเครื่องสำอางบำรุงผิว การใช้ Garnier Light Brightening Eye Roll-on ซึ่งราคาไม่แพงคือทางเลือกที่น่าลองอย่างยิ่ง


3.Oriental Princess Natural Power C Miracle Brightening Complex Eye Brightening Gel

สำหรับอายครีมที่หลายคนเทใจให้ มาจากแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับอย่าง Oriental Princess จุดเด่นก็คือการเป็นอายครีมสูตรเข้มข้น ผลิตออกมาเป็นเนื้อเจล ช่วยลดความหมองคล้ำรอบดวงตาได้อย่างอ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดริ้วรอยได้เป็นอย่างดี เมื่อทาแล้วจะรู้สึกอย่างเห็นได้ชัดว่าเนื้อครีมซึมซาบได้อย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ที่สำคัญเนื้อครีมยังซึมซาบลงสู่ผิวรอบดวงตาได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกเลย สเปรย์น้ำแร่ ยี่ห้อไหนดี


4.La mer The lifting Eye Serum

เอ่ยชื่อเซรั่มรอบดวงตาตัวนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ซึ่ง La mer The lifting Eye Serum โดดเด่นด้วยการมอบความกระชับให้ผิวรอบดวงตาได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีส่วนผสมของStretch Matrix Complexซึ่งคิดค้นด้วยลิขสิทธิ์ของลาแมร์เลยก็ว่าได้ มีสารสกัดจากพืชใต้ทะเลจำพวกสาหร่าย ทำให้เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน เนื้อครีมซึมซาบได้รวดเร็ว เหมาะสมอย่างยิ่งแม้ราคาแพง แต่ก็คุ้มค่าน่าสอยมาครอบครอง


5.La Roche-Posay Pigmentclar Eyes

อีกหนึ่งแบรนด์อายครีมที่ราคาน่าคบ ซึ่งโดดเด่นและแตกต่างจากแบรนด์อื่นในจุดที่ช่วยนวดบริเวณรอบดวงตาได้แบบง่ายดายเพราะมีหัวของอายครีมแบบพิเศษนั่นเอง เมื่อใช้ไปสักพักจะรู้สึกได้ชัดว่ารอบดวงตากระชับ เลือดไหลเวียนได้ดีมาก ลดความหมองคล้ำและริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


6.Meishoku Medicated Placenta Whitening

อีกหนึ่งแบรนด์อายครีมที่จะไปช่วยลดริ้วรอยได้อย่างชัดเจน พร้อมกำจัดร่องลึกและร่องตื้นได้ดี ทำให้ผิวรอบดวงตาเรียบเนียน ไม่ดำหรือหมองคล้ำ ที่สำคัญยังมีการผสมเอาส่วนผสมของรกแกะและไวท์เทนนิ่ง จึงมั่นใจได้ว่าช่วยลดริ้วรอยพร้อมกับปรับสภาพผิวให้ขาวขึ้น แค่ใช้เป็นประจำ เนื้อครีมซึมซาบง่าย ใช้ได้แบบไม่ต้องกังวลว่าจะแพ้ เหมาะสมกับสาวๆ ที่มีริ้วรอยรอบดวงตาเป็นอย่างยิ่ง


7.SK-II Essential Power Eye Cream

แบรนด์ที่โด่งดังว่าช่วยในการปลอบประโลมผิว อย่าง SK-II เป็นอายครีมในกระปุกสีแดง เนื้อนุ่ม ทาแล้วไม่หนักผิว อีกทั้งยังซึมลงผิวได้รวดเร็วอย่างยิ่ง สาวๆ คนไหนที่รู้สึกว่าริ้วรอยรอบดวงตาเห็นชัด แนะนำให้ทาเป็นประจำ จะรู้สึกได้ดีว่าผิวกระชับมากยิ่งขึ้น ใต้ตาดูอ่อนเยาว์ ที่สำคัญยังทำให้ผิวรอบดวงตาลดความหมองคล้ำได้อีกด้วย


8.Eye Booster Ultimate Total Perfect Eye

สาวๆ หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อสำหรับแบรนด์นี้ เพราะติดอันดับเบสเซลล์เลอร์เป็นประจำ โดยคุณสมบัติเด่นๆ เลยก็คือจะช่วยลดถุงใต้ตา และกระชับผิวบริเวณรอบดวงตาได้ดีมาก ช่วยให้ความอ่อนเยาว์กลับคืนสู่ใบหน้า และที่สำคัญยังทำให้ผิวรอบดวงตาเกิดความเรียบเนียน ทำให้รอยตีนกาลดลงอย่างเห็นได้ชัด ใครที่ใต้ตาคล้ำเหมือนหมีแพนด้า แนะนำเลยว่าให้ลองใช้ รับรองว่าดีต่อคุณอย่างแน่นอน เนื้อครีมใช้ง่าย เหมาะสมกับสาวๆ ที่ตามหาครีมซึมซาบเร็ว


เทคนิคการทาอายครีมให้ได้ผล 100%

หลังจากตัดสินใจเลือกได้แล้วว่าจะใช้อายครีมยี่ห้อไหนดี ที่เหมาะกับสภาพผิวรอบดวงตาของคุณ จากนี้เราก็มาดูกันนะคะว่าเทคนิคในการทาให้ได้ผล ต้องทำอย่างไรบ้าง

1.ทาอายครีมเป็นลำดับแรก

สำหรับขั้นตอนของการบำรุงผิวหน้า อันดับแรกเราขอแนะนำให้ทาอายครีมก่อนสกินแคร์ตัวอื่นๆ จะดีที่สุด เพื่อให้การบำรุงผิวหน้าของคุณเต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ เพราะการทาครีมที่ถูกต้องจะต้องทาครีมสำหรับรักษาผิวก่อน จากนั้นจึงทาด้วยผลิตภัณฑ์ในการบำรุงผิว และตบท้ายด้วยครีมกันแดด

2.ใช้ปริมาณที่พอเหมาะ

สาวๆ หลายคนอาจจะคิดว่าการทาอายครีมในปริมาณที่มากจะทำให้ริ้วรอยและความหมองคล้ำหายได้อย่างรวดเร็ว แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะปริมาณที่เหมาะสมคือควรแตะเนื้อครีมด้วยปลายนิ้วนางในปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว แล้วค่อยๆ ทาลงบนผิวรอบดวงตา แบบนี้จะได้ผลดีกว่า

3.เว้นระยะให้ขอบตา

อีกหนึ่งทริคที่เหมาะสมและควรนำไปใช้ก็คือ ไม่ควรทาอายครีมให้ติดขอบขนตามากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ โดยตำแหน่งในการทาที่เหมาะสมคือ ให้แต้มจุดเล็กๆ บริเวณรอบดวงตานั่นเอง

และนี่ก็คือเทคนิคดีๆ สำหรับการทาอายครีมที่สาวๆ หลายคนควรเลือกนำไปใช้ตาม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผิวสวยๆ รอบดวงตาของคุณ แน่นอนว่าหากทำเป็นประจำ ใบหน้าจะอ่อนเยาว์ ดวงตาสวยสดใส จนใครๆ ก็ออกปากทัก

ขี้แมลงวัน เรื่องใกล้ตัว ที่ไม่ควรมองข้าม

ขี้แมลงวัน จุดดำๆ เล็กๆ ที่มักปรากฎขึ้นมาบนผิวพรรณใบหน้าและตามร่างกายในส่วนต่างๆ ทำให้หลายคนหมดความมั่นใจไม่น้อยกับการออกไปพบปะผู้คน โดยเฉพาะสาวๆ ที่รักสวยรักงาม ปรารถนาให้ผิวสวยเนียนใสอย่างไร้ที่ติ ดังนั้น หลายคนจึงเกิดความสงสัยว่าขี้แมลงวันเกิดมาจากอะไร และสามารถกำจัดหรือป้องกันไม่ให้ปริมาณขี้แมลงวันเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะ

ขี้แมลงวัน เกิดจากอะไร

โดยปกติแล้ว ร่างกายของคนเราจะต้องมีการผลิตเซลล์เมลาโนไซต์ ซึ่งเป็นเซลล์สร้างเม็ดสี ที่จะช่วยป้องกันผิวจากการกระตุ้นพวกรังสี UV ซึ่งเซลล์ผิวชนิดนี้ หรือที่เราเรียกกันว่า “สารเมลานิน” จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดจุดด่างดำต่างๆ และเมื่อเมลานินถูกผลิตออกมามากจนเกินไป ก็จะแปรเปลี่ยนไปก่อให้เกิดการเกิดขี้แมลงวันขึ้นมา หรือหากจะพูดอีกทำนองหนึ่งก็คือ เมื่อคุณตากแดดมากขึ้นแค่ไหน ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดขี้แมลงวันได้มากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง

นอกจากรังสี UV ที่เป็นสาเหตุหลักให้เกิดขี้แมลงวันแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการที่ผิวหนังถูกความดันและการเสียดสีที่รุนแรงและไปกระตุ้นผิวหนังมากเกินไป การนอนหลับพักผ่อนน้อย และนอนพักไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ความเครียดที่สะสม สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่จะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายไม่มีความสมดุล ส่งผลให้การผลัดเซลล์ผิวหนังมีการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งร่างกายก็ไม่สามารถที่จะกำจัดเมลานินในปริมาณที่เหมาะสมได้ สุดท้ายแล้วจึงเกิดขี้แมลงวันขึ้นมาตามบริเวณผิวหนังส่วนต่างๆ นั่นเอง

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่านได้เลย 10 วิธีอยากขาว

ขี้แมลงวัน


วิธีป้องกันการเกิดขี้แมลงวัน

จากที่เราได้กล่าวไปข้างต้นว่า ขี้แมลงวันโดยหลักๆ เกิดจากแสงแดด ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการไปสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง อาจหาตัวช่วยจำพวกครีมกันแดด กางร่มกันยูวี การใส่เสื้อผ้าแขนยาว ใส่หมวก เพื่อไม่ให้ผิวถูกกระตุ้นจากภายนอกมากจนเกินไป รวมถึงหมั่นขัดผิวเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพื่อขจัดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป นอกจากนั้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ ให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยหมั่นออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์มีสารอาหารครบถ้วน เป็นต้น หากคุณหมั่นดูแลตัวเอง และทำตามเป็นประจำและสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดรอยดำต่างๆ ตามร่างกายซ้ำที่เดิมหรือเพิ่มมากขึ้น เพียงเท่านี้กระบวนการในการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่านได้เลย  การผลัดเซลล์ผิว คืออะไร


วิธีกำจัดขี้แมลงวันด้วยตัวเอง

สำหรับสาวๆ คนไหนที่มีปัญหาไฝ หรือขี้แมลงวันที่ต้องการกำจัดให้หมดไป เรามีวิธีดีๆ มาแนะนำ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเองดังนี้

1.แต้มด้วยน้ำมะนาว

  • เนื่องจากในน้ำมะนาวมีกรดวิตามินซีที่เข้มข้น ที่มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้เกิดเป็นผิวใหม่ที่กระจ่างใสขึ้น ดังนั้นจึงสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวดำๆ จากไฝและขี้แมลงวันให้จางลงด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มเกิดใหม่ๆ วิธีทำคือ ให้ใช้คัตตอนบัตจุ่มน้ำมะนาว แล้วนำไปแต้มบริเวณที่มีขี้แมลงวันเกิดขึ้น โดยแต้มทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ทำบ่อยๆ ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพียงเท่านี้ สีของขี้แมลงวันก็จะค่อยๆ จางลง และหายไป

2.แต้มด้วยน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์

  • น้ำส้มสายชู มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว แถมยังมีคุณสมบัติรักษาแผลเป็นให้จางไวได้ด้วย จึงไม่แปลกที่จะเป็นตัวช่วยชั้นดีในการกำจัดขี้แมลงวันแถมยังมีความอ่อนโยนต่อผิวอีกด้วยเช่นกันวิธีใช้ ให้นำน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์มาทาลงบนผิวที่มีปัญหา จากนั้นปล่อยไว้ 20 นาที หรือทิ้งไว้จนแห้ง แล้วล้างออกให้สะอาด ทำเป็นประจำก็จะช่วยลดจุดดำๆ จากขี้แมลงวันลงได้

3.ใช้ยาที่มีสาร Hydroquinone

  • ยาที่มีสาร Hydroquinone มีคุณสมบัติช่วยในการรักษาและลดเลือนจุดด่างดำ รวมถึงรอยดำต่างๆ บนใบหน้าได้อีกทั้งยังช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวของคุณได้เป็นอย่างดี จึงเหมาะอย่างมากกับการนำมาใช้กำจัดขี้แมลงวันตัวร้ายบนใบหน้าและลำตัวของคุณ เพียงคุณหมั่นทาทิ้งไว้เป็นประจำ โดยไม่ต้องล้างออก แล้วหมั่นสังเกตสีผิวที่จะค่อยๆ จางลงๆ

4.ใช้ยาที่มี Retinoid

  • ยาที่มีส่วนผสมของสารเรตินอยด์ ซึ่งเป็นสารที่มีกรดวิตามินเอสุดเข้มข้น และยังมีคุณสมบัติโดยตรงในการผลัดเซลล์ผิวโดยเฉพาะ ซึ่งยาตัวนี้ส่วนใหญ่จะถูกผสมและใช้ในการรักษาผู้ที่เป็นสิว อย่างเช่น Differinที่มีฤทธิ์ในการไปเร่งการผลัดเซลล์ผิวและยับยั้งการเกิดเม็ดสี อีกทั้งยังช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้อีกด้วย วิธีใช้ก็ง่ายๆ เพียงแค่คุณหมั่นทายาในกลุ่มนี้ทุกวัน ตรงบริเวณที่มีขี้แมลงวันขึ้น ไม่นานนักจะสังเกตได้ถึงเม็ดสีของขี้แมลงวันที่ค่อยๆ จางลง และหายไปในที่สุด

ขี้แมลงวัน-skin


ขี้แมลงวัน หรือไฝ หากมองเผินๆ หรือไม่ใส่ใจมันเท่าไรนักก็จะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ไม่ได้มีผลกระทบใดในการดำเนินชีวิต แต่สำหรับผู้ที่รักสวยรักงาม อยากจะมีผิวพรรณที่เรียบเนียนใสเกลี้ยงเกลา ไม่อยากมีตำหนิหรือจุดดำๆ อย่างรอยสิว ฝ้า กระ และขี้แมลงวันก็ต้องหมั่นคอยดูแลผิวอย่างดีอยู่เสมอ โดยควรหลีกเลี่ยงแสงแดด ทาครีมกันแดดเป็นประจำ ใช้ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งเพื่อผิวขาว และหมั่นสครับผิว รวมถึงทำตามคำแนะนำของเราอยู่เสมอ เชื่อว่าปัญหาขี้แมลงวันจะต้องลดลงอย่างแน่นอน

การผลัดเซลล์ผิว คืออะไร จำเป็นหรือไม่?

การผลัดเซลล์ผิว คือผิวพรรณหน้าตาที่หมองคล้ำ นอกจากการทำร้ายจากมลภาวะต่างๆ ทั้งฝุ่นควันและแสงแดดแล้ว สาวๆ รู้หรือไม่คะว่าการไม่ได้รับการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวด้วยวิธีการสครับหรือขัดผิวก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ ไม่สวยสดใส และเกิดปัญหาผิวหยาบกร้าน อีกทั้งยังนำมาซึ่งปัญหาสิวและริ้วรอยได้ง่ายอีกด้วย ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการผลัดเซลล์ผิวนั้นมีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ เราจึงจะพาไปดูกันค่ะว่าการผลัดเซลล์ผิวนั้นคืออะไร มีความจำเป็นหรือไม่ ไปติดตามพร้อมๆ กันเลย

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกเลย ผิวแพ้ง่าย ผิวระคายเคือง

ผลัดเซลล์ผิว


ผลัดเซลล์ผิว คืออะไร

การผลัดเซลล์ผิว คือ การที่ร่างกายจะทำการผลัดเปลี่ยนเอาเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งปกติแล้ว ร่างกายจะมีกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังเองทุก 28 วัน โดยการผลัดเซลล์ผิวนี้จะเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังชั้นกำพร้านั่นก็คือ ชั้นบนสุดของผิว ซึ่งสิ่งที่หลุดลอกออกมาก็คือ ขี้ไคล ที่มีลักษณะซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ประมาณ 15 – 20 ชั้น และยังมีเหล่าเคราตินที่จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับผิว ทำให้ผิวยืดหยุ่น และกักเก็บความชุ่มชื้นไว้รวมตัวอยู่ด้วย โดยขี้ไคลนั้นจะมีคอร์นีโอเดสโมโซม ที่มีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมเซลล์ต่างๆ ให้ยึดติดไม่หลุดลอกออกจากกันและเมื่อผิวของคุณถึงวาระที่ครบวงจรของการผลัดเซลล์ผิว โดยเป็นช่วงที่ผิวได้รับความเสื่อมสภาพจากปัจจัยอื่นๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ฝุ่น ควันพิษ รวมถึงการอักเสบของผิว อีกทั้งเมื่อร่างกายมีการผลิตเอนไซม์ที่จะไปทำลายสะพานที่เชื่อมเซลล์เหล่านี้ให้หลุดลอกออกไป บวกกับสภาพผิวของบางคนที่มีปัญหาผิวมันด้วยแล้ว น้ำมันที่ผลิตออกมามากจะยิ่งมีทำให้เซลล์ผิวเหล่านี้เกาะตัวกันแน่นมากขึ้น

นอกจากนี้ ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น รังสี UV ตลอดจนมลภาวะต่างๆรวมถึงปัญหาของผิวที่ขาดความสมดุล ผิวขาดน้ำ ระคายเคือง อ่อนแอ แพ้ง่าย รวมไปถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลให้การผลัดเซลล์ผิวในแต่ละครั้งช้าลงไปมากขึ้น จนนำไปสู่การสะสมขี้ไคลมากยิ่งขึ้น และทำให้ชั้นขี้ไคลหนาตัว ทำให้ผิวพรรณไม่สวยสดใส ผิวมีความหมองคล้ำ หยาบกร้าน ไม่อ่อนนุ่ม เกิดการอุดตันง่ายขึ้น รูขุมขนจะเริ่มกว้าง ทาครีมแล้วไม่ดูดซึม หรือครีมไม่เกาะติดผิว เป็นต้น ด้วยเหตุนี้การผลัดเซลล์ผิวจึงมีความจำเป็นอย่างมากทีเดียว เพราะหากไม่เกิดการผลัดเซลล์ก็ย่อมทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ของผิวตามมาได้อย่างแน่นอน

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกเลย ผิวแห้ง ผิวขาดความชุ่มชื้น

ผลัดเซลล์ผิว-skin


เกิดอะไรขึ้น หากไม่ได้รับการผลัดเซลล์ผิว?

1.ผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส

  • หากไม่ได้รับการผลัดเซลล์ผิว ผิวของคุณก็จะไม่เรียบเนียนสดใส สีผิวไม่สม่ำเสมอ มีริ้วรอย จุดด่างดำ ผิวโดยรวมจะดูแก่กว่าวัย เนื่องจากมีเซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมอยู่บนใบหน้า จนเกิดการชะลอตัวของกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่

2.มีสิวอุดตันและสิวอักเสบ

  • เมื่อผิวหน้าไม่ได้รับการผลัดเซลล์ก็จะเกิดสิ่งสกปรกอุดตันตกค้างอยู่บนผิว ผสมรวมกับน้ำมันที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน ทำให้การผลัดเซลล์ผิวให้หลุดลอกออกไปตามกระบวนการธรรมชาติเป็นไปได้ยากขึ้น และเมื่อมีการอุดตันมากขึ้นเรื่อยๆ รูขุมขนก็จะกว้างขึ้น ทำให้เกิดปัญหาขนคุด และหากมีแบคทีเรียมาร่วมอยู่ด้วยแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จะนำมาซึ่งปัญหาของสิวอักเสบและสิวอุดตัน ที่มีลักษณะแข็งๆ เป็นจุดดำๆทำให้ใบหน้าหมดสวยได้อย่างง่ายดาย

3.ประสิทธิภาพของครีมบำรุงทำงานได้ไม่เต็มที่

  • สาวๆ คนไหนที่ผิวแห้ง หรือผิวขาดน้ำ ก็จะส่งผลให้ผิวหนังมีการหลุดลอกออกมาเป็นบางส่วน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ แทรกตามมาได้ เช่น เกิดอาการคัน เกิดเชื้อราและเกิดกระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่ไม่สม่ำเสมอ เมื่อทาครีมบำรุงก็อาจจะทำเนื้อครีมซึมซาบลงสู่ผิวได้ไม่ล้ำลึก ทำให้ประสิทธิภาพในการบำรุงเป็นไปได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ผิวไม่สวยสดใสดั่งใจต้องการ

วิธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิว

จะเห็นได้ว่าการผลัดเซลล์ผิวนั้นมีความจำเป็นต่อผิวหน้าเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ผิวของคุณกระจ่างใส ผิวแข็งแรงขึ้น ไม่หมองคล้ำ ชะลอการเกิดริ้วรอย ทำให้ผิวอ่อนเยาว์กว่าวัย สำหรับวิธีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การผลัดเซลล์ผิวเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น เราก็มีมาแนะนำด้วยกัน 2 วิธีแล้ว ดังนี้

1.Mechanical Peeling

  • การขัดผิวหน้าและตัว ด้วยวิธีทางกายภาพ เช่น การใช้ใยบวบ หินขัดตัว การสครับผิว หรือแม้แต่การกรอหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี เป็นต้น แต่วิธีนี้โดยเฉพาะการสครับอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ โดยการขัดผิวควรทำประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่เกิน 10 – 15 นาที เพื่อปกป้องผิวไม่ให้ระคายเคืองจากการขัดมากเกินไป

2.Chemical Peeling

  • การผลัดเซลล์ผิวโดยใช้สารเคมีจำพวก AHA และ BHA เป็นต้น เพื่อเข้าไปลอกผิวออกอย่างเป็นธรรมชาติ และบาดเจ็บน้อยกว่าการขัดแบบแรกนั่นเอง

การผลัดเซลล์ผิว


การผลัดเซลล์ผิว จำเป็นต้องทำหรือไม่?

ต้องบอกเลยว่า การผลัดเซลล์ผิวนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างที่เราบอกไปเบื้องต้นแล้วว่าหากไม่ได้รับการผลัดเซลล์ผิวจะเกิดผลเสียใดต่อผิวบ้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิวต่างๆ ความหมองคล้ำ ความไม่สดใสบนผิวหน้า ร่องรอยด่างดำ ริ้วรอยต่างๆ และยังทำให้การทาครีมบำรุงไม่สามารถให้ประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่อีกด้วย เนื่องจากสภาพผิวที่สะสมชั้นขี้ไคลเอาไว้หนาจะยิ่งปกปิดรูขุมขนเอาไว้ เนื้อครีมที่เราชโลมเข้าไปบำรุงก็จะซึมซาบลงสู่ผิวได้ยาก ดังนั้น มีแต่จะส่งผลเสียต่อผิวแทบทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น สาวๆ จึงควรหมั่นสครับผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ด้วยสครับสูตรอ่อนโยน หรืออาจจะใช้ใยบวบหรือใยสังเคราะห์ขัดผิวตอนอาบน้ำเป็นประจำก็ได้ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เซลล์ผิวเกิดกระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์เก่าให้หลุดออกไป เผยเซลล์ผิวใหม่ให้ขึ้นมาแทนที่ได้อย่างสดใสและเรียบเนียนกว่าที่เคย

สิวยีสต์ คืออะไร ปัจจัยใดที่ทำให้เกิดสิว และวิธีรักษาสิวยีสต์อย่างได้ผล !

ขึ้นชื่อว่า “สิว” ย่อมไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นทั้งนั้น ไม่ว่าจะในส่วนผิวหน้า ลำคอ หน้าอกและแผ่นหลังก็ตาม แต่เมื่อสิวขึ้น ก็ต้องรับมือใส่ใจรักษาสิวเพื่อดูแลผิวที่มีปัญหาดังกล่าวอย่างตรงจุด ซึ่งนอกจากจะช่วยให้สิวหายเร็วแล้ว ยังเป็นการช่วยให้รอยสิวลดเลือนลงได้เร็วอีกด้วย หากให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และนอกจากสิวทั่วไปที่หลายคนรู้จักกันดีแล้ว ยังมีสิวอีกประเภทหนึ่งที่รักษาค่อนข้างยากและใช้เวลานานเช่นกัน นั่นก็คือ สิวยีสต์ นั่นเอง

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกเลย  ทำไมสิวชอบขึ้นที่เดิม 


สิวยีสต์ คืออะไร

สิวยีสต์ คือสิวที่มีลักษณะคล้ายกับผิวหนังในส่วนนั้นๆ โดยมีลักษณะเป็นผื่น เม็ดเล็กๆ เท่ากัน ไม่มีหัวสิว หรือแม้แต่ก้อนไขมันอุดตัน หรือบางครั้งก็จะมีลักษณะเป็นคล้ายกับหนอง โดยส่วนมากมักเกิดจากเชื้อรา ซึ่งทางวงการแพทย์เรียกว่า โรครูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา (Malassezia folliculitis)ซึ่งสิวชนิดดังกล่าว สามารถเกิดขึ้นมาเดี่ยวๆ หรือเกิดร่วมกับสิวชนิดอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน โดยเกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในร่างกาย หรือแม้แต่การติดเชื้อแบคทีเรียก็มีส่วนทำให้เกิดสิวยีสต์ขึ้นได้ ซึ่งปัญหาและอาการที่เกิดขึ้นนั้น มักจะเกิดเมื่อผิวมีภาวะที่เหมาะสมที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรานั่นเอง เช่น เกิดขึ้นตอนช่วงที่มีอากาศร้อนๆ เหงื่อออกเยอะ หรือบริเวณที่มีความมันสะสมอยู่ เช่น บริเวณใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลัง เป็นต้น

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกเลย AHA, BHA, PHA คืออะไร

สิวยีสต์

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวยีสต์

สิวยีสต์เกิดจากเชื้อราประเภทยีสต์ที่อยู่ในกลุ่มของมาลาสซีเซียหากปล่อยไว้ให้มีการเติบโตของเชื้อรามากเกินกว่าปกติ เชื้อราดังกล่าวก็จะพัฒนาไปเป็นสาเหตุให้เกิดโรคผิวหนังชนิดอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น โรคกลากเกลื้อน รังแค โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวค่อนข้างมัน มีเหงื่อออกง่าย การใช้ผลิตภัณฑ์ที่อุดตันรูขุมขนหรือกลุ่มคนที่ใช้ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะยาในกลุ่ม tetracyclines หรือยากลุ่มสเตียรอยด์

ไม่ว่าจะเป็นยากินหรือยาทา และใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ จะมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดรูขุนขนอักเสบ หรือภาวะที่ผิวหนังมีเชื้อยีสต์มากกว่าปกติ ซึ่งหากมีการเจริญเติบโตของเชื้อราเหล่านี้มากขึ้นก็จะนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการอักเสบจนมีอาการเป็นตุ่มแดงเล็กๆ รวมถึงอาจจะมีตุ่มหนองร่วมด้วย ซึ่งผู้ที่เป็นสิวประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะมีอาการคัน และเป็นผื่นบริเวณนั้นๆ ในช่วงที่ทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดสิวดังกล่าว ซึ่งจะค่อนข้างแตกต่างกับสิวทั่วๆ ไปตรงที่มักจะไม่มีอาการคันบริเวณผิวหนัง


วิธีรักษาสิวยีสต์

เนื่องจากสิวยีสต์ เกิดจากเชื้อราเป็นหลัก ดังนั้น ยาฆ่าเชื้อราจึงเป็นยาที่มีความเหมาะสมในการรักษาสิวประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีการคิดค้นและพัฒนายาที่ใช้รักษาสิวประเภทนี้ทั้งแบบยาที่ใช้รับประทาน และยาทาบนผิวหนัง ซึ่งหากคุณไปพบแพทย์เบื้องต้น แพทย์อาจสั่งให้คุณเริ่มต้นรักษาด้วยยาทานก่อน เพราะเห็นผลเร็วและตรงจุดมากกว่า แต่ในบางราย แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาทั้งแบบควบคู่กันทั้งให้ยากินและยาทา เพราะยากินจะเข้าไปรักษาเชื้อราที่แพร่กระจายไปตามรูขุมขนในผิวหนังชั้นแท้ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ยาทาจะไปรักษาสิวตรงบริเวณผิวหนังชั้นนอกให้หายเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยาทาควรทายาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพบว่าอาการสิวค่อนข้างทุเลาลงแล้ว ก็ควรทาต่อเนื่องไปอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันการเกิดสิวยีสต์ขึ้นซ้ำในบริเวณจุดเดิม เนื่องจากสิวประเภทนี้ตามสถิติแล้ว จะพบว่าใช้ระยะเวลาในการรักษาที่ต้องต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือนเลยทีเดียว จึงจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยาทา อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงเล็กน้อยเมื่อใช้ควบคู่กับยากิน เช่น อาจทำให้ผิวบริเวณที่ทาเกิดอาการระคายเคืองได้ แพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก ส่วนยาที่ใช้รับประทานบางจำพวก อาจส่งผลให้มีอาการคลื่นไส้ และปวดท้องร่วมบ้าง ดังนั้น จึงควรรับประทานหลังอาหารทันที และไม่ควรทานร่วมกับยาลดกรดในกระเพาะอาหาร เพราะอาจจะมีฤทธิ์ตีกันนั่นเอง

เป็นสิว


จะเห็นได้ว่าสิวยีสต์ เป็นสิวที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่ในบางรายก็อาจจะเกิดผลข้างเคียงบางประการได้เช่นกัน ดังนั้น หากพบว่ามีอาการผิดปกติ จึงควรรีบพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางในการรักษารูปแบบใหม่ จะได้หลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นดังกล่าวได้อย่างมากขึ้นและแม้ว่าสิวยีสต์จะเป็นสิวที่รักษาได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งยังเกิดจากปัจจัยอื่นๆ มากระตุ้นได้ง่าย ซึ่งบางทีก็ยากที่จะควบคุมได้ แต่หากคุณเข้าใจถึงสาเหตุในการเกิดก็ย่อมรับมือและป้องกันไว้ได้ทันแน่นอน เพื่อไม่ให้สิวประเภทนี้ลุกลามจนยากที่จะรักษา เพียงเท่านี้ผิวสวยใสไร้สิวก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วค่ะ